THCOM 13 THB
0.00 (0.00%)

การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเดินเรือไปสู่ เรืออัจฉริยะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เขียนโดย นายธีระทัศน์ เกิดช่วย ผู้จัดการทั่วไป สำนักบริการสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ บมจ.ไทยคม

 

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเดินเรือมีการนำเทคโนโลยี และข้อมูลดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence), การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก (Big Data Analytics), การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) และการเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันของอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet of Things) เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรม ช่วยวางแผนการทำงาน ตลอดจนออกแบบและพัฒนาเรือในรูปแบบใหม่ ให้มีความล้ำสมัย ควบคุมแบบอัตโนมัติ และมีระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อยกระดับการปฏิบัติภารกิจบนเรือ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกันระหว่างลูกเรือและผู้ปฏิบัติงานบนชายฝั่งได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวได้เริ่มถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในอุตสาหกรรมเดินเรือ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการติดต่อสื่อสารด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยในการใช้งานกลางทะเล

 

ข้อจำกัดของผู้ประกอบการเดินเรือ

เรือทั้งหมดกว่า 400,000 ลำทั่วโลก มีเพียงไม่ถึง 100,000 ลำเท่านั้น ที่สามารถติดต่อสื่อสารด้วยอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้  เนื่องจากผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาด้านงบประมาณและสัญญาณแบนด์วิดท์ที่ถูกจำกัด ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหลายรายยังคงพึ่งพาบริการ 4G/LTE ที่มีพื้นที่ให้บริการเฉพาะบริเวณใกล้ชายฝั่งเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของจำนวนเรือที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่ได้มีการพัฒนาระบบ VSAT และ High Throughput Satellite (HTS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทะเลมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาของโครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบได้ในอนาคตอันใกล้ จะยิ่งส่งผลในเชิงบวกและนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้อีกด้วย

 

ในยุคดิจิทัล เรือมีความฉลาดมากขึ้น

ผู้ประกอบการเดินเรือในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติภารกิจกลางทะเล ไม่เพียงเพื่อใช้ในการทำงานในแต่ละวัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์อีกด้วย ในอดีตการติดต่อสื่อสารทางทะเลมีวัตถุประสงค์หลักเพียงเพื่อรับ-ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ และสื่อสารกับสำนักงานบนชายฝั่งเกี่ยวกับกิจกรรมและการดำเนินงานบนเรือ เช่น การรับ-ส่งอีเมล และการใช้งานโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)  แต่ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการได้นำเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันในยุคดิจิทัล ตลอดจนระบบการประชุมในรูปแบบวิดีโอเข้ามาใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเรือสนับสนุนกิจการนอกชายฝั่ง (Offshore Support Vessel) ช่วยให้การทำงานร่วมกันของทีมงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ดังนั้น เรือจึงกลายมาเป็นศูนย์ปฏิบัติการบนท้องทะเลที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับสำนักงานบนชายฝั่ง และเรือลำอื่นๆ ได้ตลอดเวลา

การติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทางทะเลบนเรือสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือให้กับผู้ประกอบการ เช่น การเชื่อมต่อซอฟท์แวร์ในการวางแผนจัดการการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบและวางแผนการซ่อมบำรุงได้ล่วงหน้า แม้ว่าเรือยังเดินทางอยู่กลางทะเล และการเชื่อมต่อระบบกล้องวงจรปิด สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัย และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในกรณีจำเป็นได้ นอกจากนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อรับ-ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าบนเรือขนส่งสินค้า เช่น การเชื่อมต่อระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในห้องเก็บสินค้า หรือตู้คอนเทนเนอร์ ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต อีกด้วย

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence), การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก (Big Data Analytics), การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) และการเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันของอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet of Things) เริ่มเข้ามามีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมเดินเรือได้รับประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น จากการประเมิน พบว่าปัจจุบัน ในทุกๆ เดือนมีปริมาณข้อมูลที่ถูกใช้งานบนเรือขนส่งสินค้าแต่ละลำมากกว่า 100GB แต่มีข้อมูลเพียง 10-15% ที่ถูกส่งไปยังสำนักงานบนชายฝั่ง และจากการใช้งานของลูกค้าบริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทะเล ภายใต้แบรนด์ Nava ของเรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือสนับสนุนกิจการนอกชายฝั่ง พบว่าในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยเรือแต่ละลำจะมีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมประมาณเดือนละ 60GB เพิ่มขึ้น 41% จากปี 2564 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  การเก็บรวบรวมข้อมูลบนเรือและส่งกลับมายังสำนักงานบนชายฝั่งดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลการบริหารจัดการและการเดินเรือในเชิงลึก เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

และเป็นอัจฉริยะมากขึ้น

เรือที่มีระบบปฏิบัติการอัตโนมัติ สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดโดยคุณไม่ต้องควบคุม เช่นเดียวกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้อย่างคล่องตัว  เทคโนโลยีเซ็นเซอร์อัจฉริยะจะช่วยให้เรือล่องอยู่บนเส้นทางได้อัตโนมัติ (Maritime Autonomous Surface Ships หรือ MASS) โดยการตรวจสอบเส้นทางผ่านกล้องวิดีโอ ระบบเรดาร์ กล้องถ่ายภาพความร้อน และเลเซอร์ ซึ่งจะช่วยบอกตำแหน่ง รายงานสถานการณ์ และสถาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรืออัจฉริยะลำแรกเพิ่งถูกนำมาใช้งาน ปัจจุบันมีเรืออีกหลายลำได้ทยอยเปิดตัวและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้เป็นเรืออัจฉริยะ ถึงแม้ว่าระบบปฏิบัติการอัตโนมัติของเรือจะสามารถช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานของมนุษย์ ระบบดังกล่าวยังคงต้องอาศัยการป้อนข้อมูล การตรวจสอบและการเฝ้าระวังจากศูนย์ปฏิบัติการและควบคุมบนชายฝั่ง เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยตลอดเส้นทาง  การติดต่อสื่อสารระหว่างเรือและสำนักงานบนชายฝั่งจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตลาดการผลิตเรืออัจฉริยะกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาที่น่าทึ่งอีกมากมาย แม้อาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

 

การลดก๊าซคาร์บอน สู่อนาคตสีเขียว

ในปี 2561 องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทะเล (GHG) ให้ได้อย่างน้อย 50% และลดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนจากอุตสาหกรรมการเดินเรือ 70% ภายในปี 2593 เมื่อเทียบกับปี 2551 นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดดัชนีประสิทธิภาพพลังงานของเรือที่มีอยู่  (Energy Efficiency Existing Ship Index หรือ EEXI) และดัชนีความเข้มข้นของคาร์บอน Carbon Intensity Indicator (CII) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2566 นี้ การจัดอันดับเรือโดยใช้ค่าดัชนีเหล่านี้จะกลายเป็นตัวชี้วัดด้านการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น หลายผู้ประกอบการจึงต้องกำหนดนโยบายภายในเรื่องการลดก๊าซคาร์บอนไว้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญ และเร่งหาแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

การที่จะบรรลุเป้าหมายของ IMO ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามนโยบายการลดก๊าซคาร์บอนอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นผู้ขนส่งสินค้า เจ้าของสินค้า ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการเรือเช่าเหมาลำ ดังนั้น  เรือที่มีบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเรือ จะถูกรวบรวม จัดส่งมายังสำนักงานบนชายฝั่ง เพื่อทำการวิเคราะห์ และนำเสนอเป็นข้อมูลเชิงลึกให้ผู้ประกอบการ ใช้ในการตรวจสอบและติดตามดัชนีชี้วัด พัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ ยังช่วยบริหารจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายล้านตัน อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตได้อีกด้วย

ข้อดีของบริการสื่อสารผ่านดาวเทียม

บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยให้ผู้ประกอบการเดินเรือ หรือเจ้าของเรือสามารถติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังมีเสถียรภาพ และความปลอดภัย  ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนเรือพาณิชย์ หรือ เรือยอชท์และเรือพักผ่อนส่วนตัว บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทะเลถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รับ-ส่งข้อมูลปริมาณมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกเรือและผู้โดยสาร อีกทั้งยังสามารถรองรับการรับ-ส่งข้อมูลจากเซ็นเซอร์ และแหล่งข้อมูลต่างๆ บนเรือ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ และเติมเต็มเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนในอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทะเลมีแพ็กเกจให้บริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ด้วยรูปแบบการเช่าอุปกรณ์แบบไม่มี CAPEX และสามารถเลือกความเร็วและเงื่อนไขการใช้งานเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ประกอบการได้ ในอนาคต  แนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมบนเรือจะมีความเร็วสูงขึ้น และมีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลเพิ่มมากขึ้น จากการให้บริการด้วยดาวเทียมประเภทใหม่ คือ ดาวเทียม Next-Gen HTS และโครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO)

Nava (นาวา) บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทะเล

ในปี 2561 ไทยคมเปิดตัว Nava บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทะเล เพื่อให้ผู้ประกอบการเดินเรือและกิจการนอกชายฝั่งได้รับความสะดวกในการติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบครบวงจร ด้วยสัญญาณที่มีเสถียรภาพ และมีทีมงานคอยให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจกลางทะเล สร้างความมั่นใจด้านมาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตให้กับลูกเรือและผู้โดยสาร ในปีนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่เราได้ขยายพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั่วโลก เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ เราพร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมเดินเรือเติบโต มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถติดต่อสื่อสารในทุกการเดินทาง

ไทยคม  ผู้ให้บริการด้านสื่อสารผ่านดาวเทียมครบวงจร พร้อมนำเทคโนโลยีอวกาศมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมบรอดคาสต์ โทรคมนาคม และพันธมิตรทั้งในภาคธุรกิจและภาครัฐ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของลูกค้าและพันธมิตร ให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบต่อไป